การตลาด 3 ยักษ์ใหญ่ โค้ก – เป๊ปซี่ และแบรนด์น้องใหม่ เอส

บริษัทน้ำอัดลมยักษ์ใหญ่ โค้ก – เป๊ปซี่เผยกลยุทธ์ทางการตลาด โค้กเดินหน้าสร้างฐานลูกค้าต่างจังหวัดอย่างเต็มกำลัง อัดงบประมาณกว่า 5 พันล้านบาทสร้างโรงงานใหม่ ในขณะที่เป๊ปซี่เปิดตัวพันธมิตรใหม่ พร้อมเดินหน้าผลิตและจำหน่ายสินค้าอย่างหลังหมดสัญญาจากคู่ค้าเก่า และเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค ด้านแบรนด์น้องใหม่อย่าง เอส เน้นเข้าถึงผู้บริโภคและกระจายสินค้า มั่นใจช่องทางการจัดจำหน่ายคุณภาพสูง เนื่องจากบริษัทวางหมากไว้อย่างสมบูรณ์

‘น้ำอัดลม’ เครื่องดื่มยอดนิยมที่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศ เดิมทีผลิตขึ้นเพื่อรักษาอาการท้องอืด จนกลายมาเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่ช่วยสร้างความสดชื่นให้แก่ผู้บริโภค ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีแบรนด์เครื่องดื่มและประเภทของน้ำอัดลมที่นิยมจำนวนมาก แต่ในประเทศไทยนั้นเห็นจะมีแต่ ‘น้ำดำ’ ของ ‘โค้ก’ ‘เป๊ปซี่’ และแบรนด์น้องใหม่อย่าง ‘เอส’ ที่สามารถครองตลาดน้ำอัดลมเอาไว้ได้

บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มกลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา (โค้ก) ระบุว่า บริษัทสามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดกลุ่มน้ำดำ ด้วยสัดส่วน 50% ที่มีอัตราการเติบโต 32% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบ 10 ปี หลังจากที่สร้างจุดแข็งในเรื่องของการตลาดและโลจิสติกส์ โดยการอัดงบประมาณ 5 พันล้านบาท เพื่อเป็นการลงทุนสร้างโรงงานใหม่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และเพิ่มกำลังการผลิตอีก 1.2 พันขวดต่อนาทีที่โรงงานรังสิต รวมทั้งจะเพิ่มกำลังการผลิตใหม่อีก 3 เครื่อง เพื่อรองรับการผลิตเครื่องดื่มที่อัดลมและไม่อัดลม
นอกจากนี้ยังใช้งบประมาณอีก 1 พันล้านบาท เพื่อทำกิจกรรมทางการตลาดในรูปแบบต่างๆ อย่างเต็มตัว และประกาศความชัดเจนในความเป็นผู้นำตลาดต่างจังหวัด โดยมีบริษัท หาดทิพย์ จำกัด(มหาชน) เป็นหัวหอกสำคัญของการสร้างยอดขายใน 14 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำในตลาดน้ำดำของโค้กทำงานควบคู่กับการลงทุนอย่างต่อเนื่องผ่าน 3 นโยบายหลัก คือ การกระจายสินค้า การตลาด และการผลิต รวมถึงการมองหาโอกาสสำคัญทางการตลาด โดยในช่วงปีที่ผ่านมาถือเป็นโอกาสสำคัญของโค้ก หลังจากที่คู่แข่งหลักของโค้กประสบกับปัญหาภายใน จึงทำให้โค้กมีโอกาสปรับกลยุทธ์และเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ ในเรื่องของระบบจัดจำหน่ายและการกระจายสินค้าที่เป็นจุดอ่อนของทางบริษัท รวมทั้งเพิ่มจำนวนพนักงานฝ่ายขาย ฝ่ายโลจิสติกส์ ฝ่ายผลิต ฝ่ายกระจายสินค้าและบริการลูกค้า

ด้าน บริษัท เป๊ปซี่ - โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง หลังจากหมดสัญญากับทาง บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) ล่าสุดก็ออกมาประกาศกลยุทธ์บุกตลาดประเทศไทย ด้วยการผนึกกำลังกับพันธมิตรใหม่อย่าง ‘ดีเอชแอล’ (DHL) เป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้า ซึ่งขณะนี้ เป๊ปซี่ ก็ออกมาประกาศความพร้อมทั้งในด้านของการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอย่างเต็มกำลัง หลังจากทุ่มงบสูงถึง 5,200 ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตสินค้าที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง แล้วเสร็จในเฟสแรกพร้อมเดินเครื่องผลิตสินค้า ในส่วนของบรรจุภัณฑ์ที่นำมาจำหน่ายจะเน้นเพียง 2 รูปแบบ คือ ขวดพีอีที (PET) และกระป๋อง (CAN) หลังจากก่อนหน้านี้มีบรรจุภัณฑ์ในรูปแบบขวดแก้วทำตลาดด้วย โดยประกาศยุติการผลิตบรรจุภัณฑ์แบบขวดแก้วและหันมาทำการตลาดในรูปแบบขวด พีอีที และ กระป๋อง จากแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลกที่สนใจขวดและกระป๋องมากกว่า เพื่อให้บริษัทสามารถแข่งขันราคากับคู่แข่งในตลาดได้

ฝ่าย บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) ระบุว่า หลังจากที่ได้ยกเลิกสัญญากับ บริษัท เป๊ปซี่ - โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง ทางบริษัทได้ผลิต ‘est’ (เอส) แบรนด์สินค้าตัวใหม่ภายใต้สโลแกน ‘สุดขั้วในแบบคุณ’ นับเป็นประสบการณ์ใหม่ของบริษัทเสริมสุข ที่มีความพร้อมในด้านการผลิต โรงงาน และเครื่องจักรสำหรับบรรจุ รวมไปถึงข้อมูลร้านค้ารายย่อย ร้านอาหาร และช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีศักยภาพสูง ทำให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากเป็นอันดับต้นๆของประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นการการเริ่มต้นอย่างดีเยี่ยม เนื่องจากทางบริษัทได้วางหมากไว้อย่างสมบูรณ์จึงทำให้คู่แข่งอย่าง เป๊ปซี่ ที่เป็นคู่ค้าเก่าอาจจะต้องเป็นฝ่ายที่เริ่มต้นใหม่

ข้อมูลจาก : http://www.thainamthip.co.th/
http://www.haadthip.com/
http://www.pepsithai.com/
http://www.sermsukplc.com/
http://estthai.com/