ตะพาบพอเพียง

ตะพาบ, วารสารรังสิต, ม.รังสิต, จ.ระยอง, จำรุง, บ้านจำรุง,รวย,เงินล้าน

เรามาลองคิดเล่นๆ กันดูว่า ในปัจจุบันที่สภาพเศรษฐกิจถดถอย ข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ รายได้เท่าไรที่เราจะพอใจ และทำให้เราอยู่ได้อย่างสุขใจ แล้วถ้าหากเราเคยมีรายได้มาก เคยใช้จ่ายอย่างสบายมือ แต่มาวันหนึ่งรายได้เหล่านั้นลดไป เราจะสามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้หรือไม่ ?

ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่บ้านจำรุง เคยมีรายได้ที่สูงลิ่วจากการขายตะพาบเนื้อ แต่เมื่อตะพาบราคาตก จนหลายๆ คน เลิกล้มความคิดที่จะเลี้ยงตะพาบไป เพราะรู้สึกว่าขาดทุน แต่ปัจจุบันมีบางครัวเรือนยังเลี้ยงตะพาบอยู่ เพราะยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง บวกเหตุผลที่ว่า รายได้ปีละกว่าล้านบาทก็ยังมากพอสำหรับเขาด้วยอาชีพเพาะเลี้ยงตะพาบน้ำเป็นอาชีพที่ไม่ยุ่งยาก อีกทั้งตลาดในประเทศจีนยังมีความต้องการบริโภคเนื้อตะพาบสูง เพราะเชื่อว่าเนื้อตะพาบน้ำมีสรรพคุณเป็นยาเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ นอกจากนั้นไข่ของตะพาบน้ำยังเต็มไปด้วยคอลลาเจน ช่วยบำรุงกำลังและซ่อมแซมร่างกายจึงทำให้ตะพาบน้ำยังคงเป็นที่ต้องการ
 

เมื่อ 15 ปีก่อน ตะพาบน้ำมีราคาถึงตัวละ 700-800 บาท คนจึงแห่เลี้ยงกันแทบทุกครัวเรือน เริ่มจากทำทีละบ่อสองบ่อและขยายไปเรื่อยๆ แต่ปัจจุบันราคาตะพาบเหลือเพียงตัวละ 300-400 บาท ทำให้หลายบ้านเลิกล้มการเลี้ยงไป เหลือเพียงแต่ผู้ที่รับได้กับราคาดังกล่าว โดยไม่ได้รู้สึกว่านี่คือการขาดทุน หนึ่งในนั้นคือ น้าวิโรจน์ รัตนวิจิตร ผู้เพาะพันธุ์ตะพาบน้ำ บ้านจำรุง มาเป็นเวลา 15 ปีน้าวิโรจน์ บอกว่า “ตะพาบเป็นสัตว์ที่มีสมรรถภาพทางเพศสูง แต่ละบ่อจึงต้องมี ตัวผู้ 1 ตัว ต่อ ตัวเมีย 5 ตัว โอ้! อย่างนี้เราคงไม่มีโอกาสได้เห็น Miss ตะพาบน่ะสิ Mrs.ตะพาบตัวเมียทั้ง 5 คงต้องอยู่อย่างมีมิตรภาพด้วยกันในบ่อ ทั้งนี้ตะพาบเป็นสัตว์เลือดอุ่นจึงชอบนอนผึ่งแดด แต่ด้วยความที่มีนิสัยขี้อาย ค่อนข้างกลัวคน มันจึงขึ้นมานอนเวลาไม่มีคนเท่านั้น”ตะพาบตัวเล็กๆ ใช้เวลาเลี้ยงหนึ่งปี จึงจะนำมาเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ได้ โดยตะพาบตัวเมียจะขึ้นมาวางไข่ทุกๆ 10-15 วัน ครั้งละ 8-20 ฟอง ในการวางไข่ครั้งแรกนั้นไข่มักจะใช้ไม่ได้ เพราะฟองเล็กเกินไป ต้องรออีกสามเดือนถัดมาจึงจะขายได้ การซื้อขายไข่ตะพาบเขานับกันที่จำนวนฟอง ไม่คำนึงถึงขนาด ดังนั้นตะพาบตัวเมียที่วางไข่ได้ 3 -5 ปี จึงถูกส่งไปขายเนื้อ เพราะตะพาบที่ตัวใหญ่ขึ้น ยังคงไข่ได้จำนวนไข่เท่าเดิม เพิ่มแค่ขนาดฟอง จะส่งผลให้ต้นทุนการเลี้ยงสูงขึ้นตาม การขายเนื้อจึงได้กำไรมากกว่า ปัจจุบันราคาตะพาบตัวเมียราคาตัวละ 250 บาท และ ตัวผู้ราคาตัวละ 200 บาท
 

“ปัจจุบันในหมู่บ้านจำรุงเหลือผู้ทำการเพาะเลี้ยงตะพาบน้ำเพียง 15 หลังคาเรือน เพราะราคาตะพาบเนื้อต่ำลงมาก ชาวบ้านจึงหันมาขายไข่ตะพาบเป็นหลัก โดยรวมกลุ่มกันขายไข่ในวันพุธ และ วันเสาร์ ทำให้ได้ราคามากขึ้นฟองละ 10 สตางค์ แต่ละบ้านจะได้ไข่ประมาณ 5,000 ฟอง แต่บ้านผมได้ประมาณ 10,000 ฟอง โดยจะมีบริษัทมาประมูลราคาเพื่อส่งออกประเทศจีน โดยเฉพาะหน้าหนาว ไข่ตะพาบจะมีราคาสูงมาก”น้าวิโรจน์บอกถึงวิธีการดูไข่ตะพาบน้ำว่า “ไข่ฟองไหนมีจุดสีขาวขุ่นด้านบน เชื้อจะสามารถเพาะเป็นตัวได้ หากฟองไหนมีสีขาวใสคล้ายฟองอากาศ จะไม่สามารถเพาะเป็นตัวได้ ฉะนั้นต้องดูให้ดี บางฟองแค่ดูด้านบนของไข่ก็จะรู้ได้ทันทีว่าจะออกมาเป็นตะพาบสองหัว ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เป็นความผิดปกติทางร่างกายของตะพาบเท่านั้น ฟองที่ไม่มีเชื้อจะถูกนำไปเป็นอาหาร ราคาฟองละ 1 บาท ส่วนฟองที่มีเชื้อเพาะเป็นตัวได้ จะอยู่ที่ฟองละ 2 บาท โดยไข่ตะพาบ 100 ฟอง จะเท่ากับไข่ไก่ 4 ฟอง ชาวบ้านนิยมทำเป็นไข่ทอด เพราะหากนำไปต้มไข่ขาวจะไม่แข็งตัว”
 

นอกจากนี้ น้าวิโรจน์ยังมีวิธีเลี้ยงตะพาบแบบไม่ใช้สารเคมี โดยนำผักตบชวาใส่ให้เต็มบ่อเลี้ยง ส่วนหนึ่งมีไว้ให้ตะพาบขึ้นมาเกาะ แต่ประเด็นสำคัญคือ ผักตบชวาใช้บำบัดน้ำได้ บ่อไหนที่ไม่มีผักตบชวา ผ่านไปหนึ่งเดือนน้ำก็จะเริ่มเน่า หากใส่ผักตบชวาลงไป ก็จะอยู่ได้สามถึงสี่เดือน แต่ต้องขึ้นอยู่กับสภาพอาหารที่นำมาเลี้ยงตะพาบด้วยที่นี่เป็นการเลี้ยงตะพาบในบ่อน้ำจืด ซึ่งหากเลี้ยงในน้ำกร่อยตะพาบจะโตช้า ปัญหาการเลี้ยงตะพาบอีกอย่างหนึ่ง คือ เชื้อราที่มีผลทำให้ตะพาบตายยกบ่อ ซึ่งในบางครั้งเชื้อราก็มากับฝน ในอดีตช่วงที่ตะพาบมีราคาแพง ชาวบ้านจะซื้อสารเคมีราคาสูงมาใส่ แต่ปัจจุบันเรารู้หลักธรรมชาติ คือ ทุกอย่างที่มีรสฝาด จะเป็นสิ่งแก้เชื้อราได้ เช่น เปลือกมังคุดสามารถนำไปทำน้ำหมัก เทลงในบ่อตะพาบเพื่อแก้เชื้อรา จะเป็นเปลือกต้นอินทรี หรือนนทรีป่าก็ไม่เลวในบ่อของน้าวิโรจน์เลี้ยงตะพาบด้วยปลาทะเล เนื้อปลาป่น สลับกับอาหารปลาดุก ซึ่งค่าอาหารในการเลี้ยง อยู่ที่ประมาณวันละ 2,000 – 2,500 บาท แต่ก็เป็นรายจ่ายที่ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับตะพาบ ถ้าช่วงที่ไข่ไม่ได้ราคา ก็จะลดปริมาณอาหารลง แต่ถ้าช่วงที่ไข่ราคาดีก็จะปรับการกินให้ดีขึ้น แต่ต้องควบคุมปริมาณอาหาร ไม่ให้ตะพาบตัวเล็ก หรือใหญ่เกินไปเพราะอาจส่งผลต่อการออกไข่ได้
 

สุดท้าย น้าวิโรจน์ให้แนวคิดการทำธุรกิจของตนเองกับเราว่า “ปกติรายได้รวมทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่ายก็จะอยู่ที่ประมาณ 3 – 4 แสนบาทต่อปี ถ้าปีไหนที่ราคาดี ก็จะอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาท ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องแย่อะไรสำหรับวิถีชีวิตของเรา เพราะเงิน 1 ล้านบาทยังถือว่าเยอะมาก สามารถทำให้เรามีกิน มีใช้ มีเก็บ หากราคาลดลงเหลือตัวละ 300 บาทเราก็ใช้เท่านั้น ส่วนคนที่ถอดใจเลิกเลี้ยงไป ส่วนใหญ่จะมาจากราคาที่ตกวูบลง จาก 700 – 800 บาท เหลือเพียง 300 บาท ทำให้คนที่เคยใช้เงินในราคา 700 คิดว่าตัวเองขาดทุนอย่างมาก เพราะเขาเคยใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย ไม่ได้คิดเหลือเก็บเผื่อวันข้างหน้า เมื่อมาถึงเวลาที่ราคามันลดลงจริงๆ จึงรับไม่ได้ รู้สึกว่าไม่พอกิน คนกู้หนี้ยืมสินมาก็อยู่ไม่ได้”
สิ่งที่เราสามารถเห็นได้จากเจ้าของบ่อตะพาบคนนี้ คือความพอเพียง เขาไม่ได้สะทกสะท้านกับผลกระทบต่างๆที่เข้ามาในชีวิต แต่กลับเข้าใจถึงสภาพที่แท้จริงว่า ในสมัยที่ความต้องการสูง เมื่อมีผู้เลี้ยงน้อย ราคาก็สูงได้ แต่การเลี้ยงตะพาบอย่างแพร่หลาย มีผู้เลี้ยงมากขึ้น รายได้ก็ย่อมตกเป็นเรื่องธรรมดา นี่คือความรู้จากวิชาเศรษฐศาสตร์ที่เราพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ปัญหาทุกอย่างมีทางออกเสมอ สิ่งที่ต้องเปลี่ยนไม่ใช่สิ่งที่อยู่ภายนอก แต่เป็นความต้องการในใจของเราเพียงแค่เราเปลี่ยนความคิด ปรับความเข้าใจให้พร้อมกับทุกสถานการณ์ ความสุขจากความพอเพียงก็จะตามมา

 

ข้อมูลจาก: หนังสือพิมพ์รังสิต ฉบับที่ 67 ฉบับประจำเดือน ตุลาคม 2556 หน้าที่ 6
ประกอบการเรียนรายวิชา : JRN450 การผลิตหนังสือพิมพ์ (Newspaper Production)