“เพลงชาติไทย” สัญลักษณ์ความเป็นไทย

ประเทศไทย, เพลงชาติไทย, ดนตรี, จังหวะ, ชาตินิยม, วัฒนธรรม, จอมพลป.พิบูลสงคราม

“ธงชาติและเพลงชาติไทย เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทย เราจงร่วมใจกันยืนตรงเคารพธงชาติ ด้วยความภาคภูมิใจในเอกราช และความเสียสละของบรรพบุรุษไทย” เชื่อว่าประโยคนี้คงคุ้นหูหลายๆคน แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าวันนี้ (14 กันยายน) เมื่อปี พ.ศ. 2485 เป็นวันแรกที่ทางราชการไทยกำหนดให้ยืนตรงร้องเพลงชาติ เคารพธงชาติในเวลา 8.00 น. และ 18.00 น. และรู้ไหมว่ากว่าจะมาเป็นเพลงชาติไทยในแบบฉบับทุกวันนี้ เพลงประจำประเทศของเราผ่านการเปลี่ยนแปลงอะไรมาบ้าง

อาจารย์สุรศักดิ์ อุตสาห์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต ได้เล่าถึงความเป็นมาของเพลงชาติไทยให้เราฟังว่า แต่ก่อนนั้นประเทศของเราไม่ได้มีเพลงประจำชาติเป็นสากล เราเอาตัวอย่างจากประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส ในช่วงที่ประเทศเหล่านี้เข้ามาในกรุงรัตนโกสินทร์ ก่อนหน้านั้นประเทศไทยใช้เพลงสรรเสริญพระบารมี โดยการเทียบเคียงกับเพลง God save the Queen ซึ่งเป็นเพลงชาติของอังกฤษ เราจึงใช้เพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นเพลงประจำชาติ แต่ในสมัยนั้นยังไม่มีเนื้อเพลง เป็นเพียงเพลงบรรเลงดนตรีไทย จนกระทั่งเปลี่ยนแปลงการปกครองในปีพ.ศ.2475 เป็นต้นมา จอมพล ป.พิบูลสงคราม ต้องการให้รัฐไทยมีเอกลักษณ์หลายๆอย่าง เช่น ยกเลิกการกินหมาก ให้สวมหมวก ให้มีชื่อ-สกุลให้ครบทุกคน กำหนดให้ทุกคนต้องเคารพธงชาติ จากนั้นจึงเปลี่ยนธงชาติจากเดิมที่มีสัญลักษณ์รูปช้างออก เหลือแต่แถบสีให้เหมือนกับประเทศแถบยุโรป

“สำหรับเพลงชาติก็ให้พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร)  หัวหน้ากรมศิลปากร รับผิดชอบในการประพันธ์เนื้อเพลง เดิมทีเขียนเฉพาะทำนองออกมาก่อน ทำนองเพลงชาติไทยจะคล้ายเพลงชาติยุโรปหลายเพลงรวมกัน เช่น ฝรั่งเศส หรือ สาธารณรัฐเช็ก เพราะจุดประสงค์ของเพลงชาติไทยสมัยนั้นคือต้องการให้เราเป็นเหมือนชาติยุโรป ให้ดูเป็นสากล เพื่อรักษาดินแดนเอาไว้ มีการนำลักษณะเพลงที่เป็นทำนองเพลงแบบตะวันตกมา ซึ่งเป็นเพลงมาร์ชในแบบยุโรป”

อย่างไรก็ตามเนื้อเพลงชาติไทยในสมัยแรกได้ขุนวิจิตรมาตรา(สง่า กาญจนาคพันธุ์) เป็นคนเขียนคำร้องเพื่อร้องประกอบกับทำนองเพลงที่พระเจนดุริยางค์ประพันธ์ขึ้นมา เราก็ใช้อยู่ไม่กี่ปีจนกระทั่งในปี พ.ศ. 2482 เปลี่ยนเป็นประเทศไทย จึงเปลี่ยนเนื้อเพลงอีกรอบหนึ่ง โดยเปลี่ยนไปใช้ของหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) และกำหนดให้มีการบรรเลงเพลงชาติผ่านทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยในเวลา 8.00 น. และมีการแสดงความเคารพโดยหยุดนิ่งแสดงอาการสำรวมเมื่อมีการชักธงขึ้นลงในปี 2485 ใช้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

อาจารย์ประจำวิทยาลัยดนตรีอธิบายว่า เพลงชาติไทยเป็นเพลงประจำชาติที่ค่อนข้างสั้น เพลงชาติของบางประเทศมีทั้ง 5 นาที 8 นาที 10 นาที ของเราสองนาทีจบ แต่ก็สรุปความสำคัญของมันแล้ว จริงๆเนื้อเก่าลงท้ายด้วยคำว่า ‘ฉะนี้’ แล้วภายหลังก็เอาคำว่า ‘ไชโย’ มาจากฝั่งตะวันตก เพราะที่เวลาเขาเฮก็มีคำว่า ‘บราโว’ ‘โฮล่า’ หรือ ‘บันไซ’ ตอนแรกเราไม่มีวัฒนธรรมนั้น ก็คิดว่าจะทำอย่างไรให้เหมือนประเทศอารยะอื่นๆ สุดท้ายจึงใส่คำว่าไชโยลงไป

สำหรับเนื้อร้องของเพลงชาติไทยในปัจจุบัน อาจารย์สุรศักดิ์ได้ให้ความเห็นว่า เพลงชาติไทยเป็นเพลงชาติที่มีเนื้อหาที่ชัดเจนมาก เช่น ความหมายในวรรคแรกแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยกว่าจะรวมประเทศมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็ด้วยเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย แต่ความจริงแล้วชาติเชื้อไทยแท้ๆมันไม่มีหรอก เราแต่ละคนก็ลูกครึ่งทั้งนั้น ไม่จีนก็ เขมร ลาว ผสมๆกันมา แต่เราก็อยู่ร่วมกันได้ เราไม่มีปัญหาเรื่องเชื้อชาติเหมือนประเทศรอบๆเราอย่างมาเลเซีย ชาวจีนในมาเลเซียเลยต้องแยกประเทศเป็นสิงคโปร์ แต่ของเราแค่เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนแซ่ก็กลืนกันหมดแล้ว เราอยู่กันได้เพราะรักสามัคคีกัน และถ้าสังเกตดีๆ ทำนองเพลงชาติไทยนั้นเดินทางจากเสียงต่ำไปเสียงสูง ซึ่งการเดินทางจากต่ำขึ้นสูงมันให้ความรู้สึกฮึกเหิม ถ้าไล่จากเสียงสูงแล้วลงเสียงต่ำ มันจะทำให้รู้สึกห่อเหี่ยว เพราะเขาคิดมาแล้วว่ายิ่งเสียงสูงขึ้น มันจะดันอุณหภูมิในร่างกายเรา และจังหวะ (Rhythm) มันคือลักษณะการเดินของทหารม้าของกองทัพเวลาเดินสวนสนาม เป็นจิตวิทยาในเชิงสรีระศาสตร์ เวลาที่เราเล่นหรือร้องเพลงนี้มันก็จะฮึกเหิม ซึ่งก็ได้ผลในยุคนั้น เพราะเป็นยุคของจอมพล ป. ที่ปลุกเร้าความเป็นชาตินิยม แต่เพลงชาติของบางประเทศก็อาจจะเป็นแบบลอยๆ เบาๆ เพราะเขาต้องการความสงบ เราต้องรู้ว่าเพลงชาติของเรา ณ ตอนนั้นเขาแต่งเพื่ออะไร แต่งขึ้นเพื่อปลุกความเป็นชาตินิยมแล้วก็ใช้มาจนปัจจุบัน