‘โขน’ วิจิตรนาฏศิลป์ชั้นสูงของไทย ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์

“การจัดแสดงโขนไม่ใช่เรื่องง่าย คณะครูผู้เชี่ยวชาญการโขน ศิลปินแห่งชาติ ผู้แสดงและผู้จัดการแสดง ต่างก็ทุ่มเทฝีมือความคิดและแรงกายแรงใจอย่างสุดกำลัง ทำให้โขนออกมาสนุก ตื่นเต้นและสวยงามมาก มีฉากที่สร้างอย่างยิ่งใหญ่ เป็นที่ประทับใจคนดู เช่น ฉากหนุมานอมพลับพลา เป็นต้น ทุกครั้งที่จัดการแสดงโขน คณะกรรมการจะคัดเลือกนักแสดงรุ่นใหม่มาเป็นผู้แสดงร่วม เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้มาฝึกฝนศิลปะการแสดงชั้นยอดของไทยจากปรมาจารย์โดยตรง
เมืองไทยจะได้มีนักแสดง ฝีมือดี สืบทอดวิชาต่อไป”
 

พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิม พระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2554 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา 

“โขน” วิจิตรนาฏศิลป์ชั้นสูงที่เก่าแก่ของไทย ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตามหลักฐานจากจดหมายเหตุของลาลูแบร์ ราชทูตประเทศฝรั่งเศส สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้กล่าวถึงการเล่นโขนว่า เป็นการเต้นออกท่าทางเข้ากับเสียงซอและเครื่องดนตรีอื่นๆ โดยมีผู้เต้นสวมหน้ากากและถืออาวุธ   โขนเป็นศูนย์รวมของศิลปะหลากหลายแขนง ทั้งเครื่องศิราภรณ์ (หัวโขน) นาฏกรรม (การแสดง)เครื่องถนิมพิมภาภรณ์ (เครื่องประดับ) เครื่องพัสตราภรณ์ (เครื่องแต่งกาย) ประติมากรรม (การปั้น)  และจิตรกรรม (การวาด ระบายสี)

โขนนำวิธีการแสดง วิธีแต่งตัวมาจากการแสดงชักนาคดึกดำบรรพ์ เรียกได้ว่าทุกส่วนที่ประกอบขึ้นมาเต็มไปด้วยความพิถีพิถัน จนได้รับการยอมรับว่า โขนเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของนาฏศิลป์ประจำชาติไทย อาจารย์ประเมษฐ์ บุณยะชัย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนาฏศิลป์  สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ปัจจุบันการอนุรักษ์การแสดงโขน ต้องหาวิธีการแปลกใหม่เพื่อสอดแทรกผสมผสานกับการแสดง โดยไม่ทิ้งคุณลักษณะสำคัญของการแสดงโขนดั้งเดิม นอกจากเน้นเรื่องการแสดงแล้ว จำเป็นต้องเน้นฉากให้มีความสมจริง สวยงามและสามารถเปลี่ยนฉากได้อย่างรวดเร็ว หรือการใช้เทคนิคใหม่ๆ เข้ามาช่วยเสริม อาทิ โขนของพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่มีการใช้เทคนิคชักรอก เพื่อทำให้ตัวละครเหาะเหินอยู่บนอากาศได้ หรือการหายตัวไปในพื้นราบ มีการใช้ลิฟต์ เพื่อลงไปใต้เวที เหมือนตัวละครสามารถมุดดินได้นั่นเอง ซึ่งเทคนิคเหล่านี้แต่ดั้งเดิมนั้นไม่มี และยังมีการใช้เทคนิคของละครเวทีตะวันตกเข้ามาช่วย แต่ไม่ได้ทำลายการแสดงโขนในรูปแบบจารีตประเพณีแต่อย่างใด แต่เดิมการแสดงโขนใช้เวลาแสดงประมาณ 4 ชั่วโมง แต่ปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนให้เหลือเวลาในการแสดงเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น

อาจารย์ประเมษฐ์ กล่าวถึงการส่งเสริมและอนุรักษ์โขนว่า การแสดงโขนในปัจจุบันยังคงอยู่ในอุปถัมภ์ของสมเด็จพระนางเจ้า-สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งท่านทรงมีพระกระแสรับสั่งผ่านท่านผู้หญิงจรุงจิตต์  ว่า “ทำไปเถอะไม่เป็นไร ขาดทุนของฉัน คือกำไรของแผ่นดิน” เพราะท่านให้ความสำคัญกับเรื่องโขน เพื่อให้เกิดเป็นความงดงามของประเทศชาติ อาจารย์ประเมษฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า โขนเป็นนาฏศิลป์ที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย มีการสืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน จึงอยากฝากให้เยาวชนไทยมีความตระหนักถึงความเป็นไทย ควรคำนึงถึงศิลปวัฒนธรรมของชาติ เพราะเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษสร้างขึ้น เป็นเอกลักษณ์ของชาติ แสดงถึงความมีอารยธรรมที่ยาวนาน เป็นสิ่งที่คนไทยควรภูมิใจที่มีศิลปวัฒนธรรมที่งดงามไม่แพ้ชาติใดโลก

นายฉัตรตรา ทับทิมธรรมนาถ เจ้าของกิจการบ้านโขนทับทิมไทย กล่าวว่า โขนเป็นศิลปะของชาติ เป็นราชูปโภคที่ใช้บำเรอพระมหากษัตริย์ ถือเป็นความบันเทิงกึ่งพิธีกรรม ในส่วนของเยาวชนเป็นเรื่องที่น่าห่วงมาก เพราะปัจจุบันวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาเผยแพร่ในสังคมมากขึ้น ทำให้ศิลปะไทยถูกมองข้ามไป นายฉัตรตรา กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีการอนุรักษ์โดยหน่วยงานราชการ อาทิ กระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากร วิทยาลัยนาฏศิลป์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ซึ่งการอนุรักษ์ดังกล่าวยังคงอยู่ในขนบธรรมเนียมตามแบบแผนดั้งเดิมที่ถูกต้อง   แต่สื่อในปัจจุบันมักนำเสนอวัฒนธรรมเกี่ยวกับศิลปะตะวันตกและตะวันออกมากกว่าการนำเสนอศิลปะของไทย เพราะฉะนั้นจึงควรส่งเสริมและนำเสนอวัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงามของไทยมากกว่าการสนับสนุนศิลปะชาติอื่นนายฉัตรตรา กล่าวต่อว่า โขนเป็นนาฏศิลป์ที่มีข้อจำกัดที่ค่อนข้างปรับเปลี่ยนได้ยาก ส่วนการพัฒนาศิลปะการแสดงโขน ควรเป็นในเรื่องการนำเสนอด้วยสื่อที่มีความทันสมัยเพื่อไม่ให้โขนเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับสังคมในปัจจุบัน แต่จำเป็นต้องรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมของโขนไว้ อาทิ โขนกลางแปลง โขนหน้าจอ โขนชักรอก เป็นต้น 

นายธนธรณ์ คุงจำรัส  อาจารย์พิเศษ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาจนาภิเษก(วิทยาลัยในวัง) ศาลายา และครูสอนการทำหัวโขน “บ้านพรพิราพ” กล่าวว่า หากต้องการให้มีการสืบสานโขนต่อไป  คนที่เกี่ยวข้องกับโขนต้องมีการเปิดกว้าง เพราะปัจจุบันนับว่ามีข้อเสีย คือบุคคลที่มีความรู้เรื่องโขนจะสืบทอดกันเฉพาะในครอบครัว ไม่มีการถ่ายทอดความรู้สู่ผู้อื่น เพราะฉะนั้นจึงควรเผยแพร่ให้มากขึ้น และต้องให้ภาครัฐร่วมกับเอกชนเข้ามาสนับสนุน ซึ่งตอนนี้ที่บ้านพรพิราพทำคือ คอยดูแลให้ความรู้เกี่ยวกับศิลปะการทำหัวโขน นายธนธรณ์ กล่าวต่อว่า วิธีที่จะทำให้โขนคงเอกลักษณ์ดั้งเดิม แต่สามารถเข้ากับสังคมยุคปัจจุบันได้ ต้องมีการประยุกต์ โดยเริ่มต้นจากการประยุกต์ชิ้นงานที่สอน ทำให้ชิ้นงานมีค่าใช้จ่ายน้อยลง อาทิ เช่น การเปลี่ยนจากหัวโขนแบบดั้งเดิม มาเป็นหัวโขนแบบ “Paper Model” หรือการทำหัวโขนแบบกระดาษ ส่วนท่ารำเกี่ยวกับโขน หากจะนำโขนมาเปลี่ยนแปลงให้เป็นละครประยุกต์ โดยการเปลี่ยนแปลงท่าทางการรำที่มีแบบแผนดั้งเดิม มาใช้เป็นละครประยุกต์แทน โดยการใช้ตัวแสดงแทนอากัปกริยา          

ปัจจุบันมีการนำหัวโขนไปใช้ในทางที่ผิด เพราะฉะนั้นการทำงานตรงนี้ต้องมีความรอบคอบเป็นอย่างมาก เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของวัฒนธรรมและความเชื่อ ถือเป็นสิ่งที่แตะต้องหรือเปลี่ยนแปลงได้ยาก เพราะเป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่โบราณ นายธนธรณ์  กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้คนรุ่นหลังช่วยกันอนุรักษ์นาฏศิลป์ขั้นสูงของไทย ควรร่วมกันรักษาวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบต่อไปโดยไม่ทิ้งแบบแผนความงดงามดั้งเดิมเอาไว้เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม พ.ศ. 2555 มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เตรียมจัดการแสดงโขนเรื่อง รามเกียรติ์ ชุด “จองถนน” ระหว่างวันที่ 2-30 พฤศจิกายน 2555 ในการนี้ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา จากวิทยาลัยนาฏศิลปและสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ร่วมคัดเลือกเป็นนักแสดงตัวเอกรุ่นใหม่ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ ณ ห้องเอนกประสงค์ ตึกใหม่ ชั้น 4 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไปเมื่อเร็วๆ นี้

ข้อมูลจาก : หนังสือพิมพ์รังสิต ฉบับ 64 ประจำวันที่ 30 สิงหาคม- 5 กันยายน 2555 หน้าที่ 20
ประกอบการเรียนรายวิชา : JRN450 การผลิตหนังสือพิมพ์ (Newspaper Production)