ทำไมภาพยนตร์ไทยจึงซบเซา

อุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ทำให้ประเทศเราก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่สร้างสรรค์และส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ

ภาพยนตร์ของประเทศตลาดเปิดใหม่มีบทบาทเพิ่มขึ้นในตลาดระดับภูมิภาคและตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นจากประเทศไนจีเรียและอินเดียต่างเกิดการพัฒนาขึ้นไปจากเดิมมาก ของประเทศไทยก็เช่นเดียวกันโดยเฉพาะนักแสดงฉากต่อสู้ชื่อดังอย่าง โทนี่ จา ในเรื่อง ‘ต้มยำกุ้ง’ ที่มาพร้อมความสามารถของตนเองและไม่พึ่งตัวแสดงแทนอีกด้วย ทำให้เรื่องนี้ติดอันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดของสหรัฐอเมริกาในสัปดาห์แรกที่เรื่องนี้เข้าฉาย อีกเรื่องก็คือ ‘พี่มากพระโขนง’ เป็นภาพยนตร์ที่กำไรในไทยและต่างประเทศสูงที่สุด

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาภาพยนตร์ของไทยนั้นมีโอกาสเข้าไปเฉิดฉายอยู่บนเวทีระดับโลกมากมายหลายเรื่อง อาทิ สุริโยไท , สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก , กวนมึนโฮ , องค์บาก ทั้งยังมีเรื่องที่กำกับโดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ซึ่งได้รับรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ เมืองคานส์ จากประเทศ ฝรั่งเศส  ในช่วงเวลาเดียวกันสิ่งที่ตามมาจากการที่วงการภาพยนตร์ไทยนั้นได้ก้าวไปสู่เวทีระดับโลก ที่ต่างชาติเริ่มให้การยอมรับมีการเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยของเราอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็เป็นประโยชน์ในด้านการท่องเที่ยว และเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาในประเทศ ซึ่งส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของไทย

ปัจจุบันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยได้มีการชะลอตัว เนื่องจากมีภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามา ทำผู้บริโภคส่วนใหญ่หันเหไปชมมากขึ้น ภาพรวมของภาพยนตร์ไทยนั้นซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด ในปี 2558 – 2559  เป็นอีกช่วงหนึ่งที่วงการภาพยนตร์ไทยนั้นดิ่งลง ด้วยบริษัทมีความกังวลเกี่ยวกับรายได้ จึงนำภาพยนตร์เข้ามาฉายน้อยลง และพฤติกรรมของคนไทยที่นิยมภาพยนตร์ต่างประเทศมากขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในไทยนั้นชะลอตัว จึงทำให้บริษัทผู้ผลิตนิยมป้อนภาพยนตร์เข้าสู่ตลาดโลกกันมากขึ้น

เดอะฮอลลีวู้ดรีพอร์ตเตอร์ไทยแลนด์มองว่าภาพรวมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในปี 2559 ยังไม่คึกคักเท่าที่ควร ด้วยมีจำนวนเรื่องที่เข้าฉายน้อยกว่าปี2558ถึง 10 เรื่อง และกว่าครึ่งเป็นภาพยนตร์นอกกระแสแทบทั้งหมด ทำให้ปี 2559 ภาพยนตร์ไทยมีส่วนแบ่งการตลาดลดลงเหลือไม่ถึงร้อยละ 15 ทำสถิติต่ำสุดเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันในรอบ 10 ปี สาเหตุเกิดจากปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ที่สร้างความเสียหายถึงร้อยล้านบาทต่อเดือนและการปรับตัวของบริษัทผู้สร้างภาพยนตร์ ทำให้ผลิตผลงานลดลง แม้ว่าค่ายภาพยนตร์หลายแห่งเริ่มปล่อยรายชื่อและตัวอย่างภาพยนตร์ของปี 2560 ออกมาเรียกน้ำย่อย แต่ยังไม่สามารถคาดการณ์ถึงทิศทางภาพยนตร์ได้ เพราะอิทธิพลจากสื่อออนไลน์ที่เข้ามาชี้นำและพฤติกรรมของคนดูที่เปลี่ยนไปจนยากจะคาดเดา รวมถึงภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ภาคต่อและงานรีเมคจากต่างประเทศ ที่เข้ามาเรียกเงินในกระเป๋าผู้ชมอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้ในปี 2560 มีภาพยนตร์ไทยลดลงกว่าปีก่อนๆ สวนทางกับผลงานของผู้สร้างอิสระที่จะมีมากขึ้นเพราะมีความเสี่ยงน้อยกว่า รวมถึงพื้นที่ฉายนอกเหนือจากโรงภาพยนตร์กำลังเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยมีตัวอย่างจาก Bangkok Screening Room พื้นที่ฉายผลงานอิสระสำหรับภาพยนตร์นอกกระแส อาจไม่ช่วยคนทำภาพยนตร์มากนักในเชิงของรายได้

     อาจารย์วาจวิมล เดชเกตุ ผู้อำนวยการสถาบันภาพยนตร์และการละคร วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ปี2559ที่ผ่านมานี้ เกิดสภาวะอย่างหนึ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยค่อนข้างตกต่ำ ด้วยจำนวนเรื่องที่เข้าฉายและการเปิดภาพยนตร์ผ่านบริษัทใหญ่มีจำนวนน้อยลง อาจเพราะบริษัทผู้ผลิตค่อนข้างวิตกกังวลเกี่ยวกับรายได้ ประกอบกับตลาดภาพยนตร์ต่างประเทศเริ่มมีเข้ามา ทำให้คนไทยส่วนใหญ่หันไปสนใจ ส่งผลให้ตลาดภาพยนตร์ไทยมีการชะลอตัวสูง บริษัทผู้ผลิตจึงหันมาส่งออกภาพยนตร์ไทยสู่ตลาดภาพยนตร์โลกกันมากขึ้น

อย่างไรก็ตามความไม่แน่นอนของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ทำให้ผู้สร้างภาพยนตร์หลายรายเริ่มรัดเข็มขัดมากขึ้น ด้วยการลดทุนสร้างและรูปแบบโปรดักชั่น ทำให้ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ยากจะผ่านการพิจารณาจากผู้ให้การสนับสนุน แม้ว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยจะไม่คึกคัก แต่ก็คงต้องจับตามองว่าวงการภาพยนตร์ไทยจะไปในทิศทางไหน เพราะแต่ละค่ายก็ต่างงัดกลยุทธ์กันออกมาอย่างเต็มที่ ทั้งนี้หวังว่าจะถูกใจคอภาพยนตร์ไทยและทำให้รายได้กระเตื้องมากยิ่งขึ้น