อำนาจเงินหยวนกับการรื้อฟื้นเส้นทางสายไหม

หากพูดถึง เส้นทางสายไหมของสาธารณประชาธิปไตยประชาชนจีนหลายๆคนก็อาจจะคุ้นเคยกับเส้นทางสายนี้ เพราะในอดีตเส้นทางนี้มีขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนทางการค้าซึ่งกันและกันเส้นทางสายนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เส้นทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึง วัฒนธรรมต่างๆของแต่ละประเทศ

ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรุกิจบัณฑิตย์อธิบายถึงเส้นทางสายไหมใหม่ผ่านทางคอลัมน์ระดมสมองหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจว่าในปัจจุบันจีนกำลังรื้อฟื้น เส้นทางสายนี้ขึ้นมาใหม่ โดยใช้นโยบาย One Belt One Roadซึ่งยุทธศาสตร์ของนโยบายนี้ คือ การพัฒนาและการสร้างทางคมนาคม 2 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางสายไหมทางบก(Silk Road Economic Belt) และ เส้นทางสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road)

จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้เห็นว่า นโยบายส่งผลกระทบต่อไทยแต่เป็นไปในทางบวกการที่จีนเพิ่มเส้นทางสายไหมทางทะเล ทำให้ประเทศไทยที่เป็นศูนย์กลางของอาเซียนกลายเป็นศูนย์กลางของการกระจายสินค้าระหว่างภูมิภาคอาเซียนรวมถึงภูมิภาคอื่นๆ

จากแผนพัฒนาดังกล่าว ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการและคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ให้ความคิดเห็นว่า“จีนพยายามเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในเรื่องของเศรษฐกิจรวมไปถึงคุณภาพชีวิตคนจีนดีขึ้น ที่ผ่านมาจีนมีบทบาททางการค้า เนื่องจากในศตวรรษที่ 21ศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจจะเคลื่อนย้ายมาทางด้านเอเซียหรือและจีนมากขึ้นดังนั้นรัฐบาลไทยควรมียุทธศาสตร์บูรณาการกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น หากรัฐบาลไทยคว้าโอกาสจากเส้นทางสายไหมศักยภาพด้านการกระจายสินค้าของไทยจะเพิ่มสูงขึ้น”

ความสัมพันธ์ระหว่างไทย จีน มีมายาวนานจากข้อมูล สถานทูตที่ระบุว่า ความสัมพันธ์ทางด้านการค้าไทย – จีน ที่เห็นได้ชัด คือ ชาวจีนโพ้นทะเลไทย หรือ ชุมชนชาวจีนเชื้อสายจีนในประเทศไทยมีการทำการค้าเกาะกันเป็นกลุ่มก้อนอาจแน่นแฟ้นยิ่งกว่าชาวไทยเชื้อสายจีนในปัจจุบันดังนั้นเส้นทางสายไหมอาจจะทำให้จีนเข้ามาร่วมลงทุนกับไทยมากขึ้น จนทำให้มีเงินเดินสะพัดเข้าประเทศดีขึ้น

จากข้อมูล TRADE การค้าไทย ระบุว่า จีนถือเป็นประเทศคู่ค้าส่งออกและนำเข้าของไทยเป็นอันดับ 1โดยมีมูลค่าการส่งออกและนำเข้า ปี 2559 ถึง 14,453,297.6 ล้านบาท สินค้านำเข้าจากไทยที่สำคัญได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์ไม้ ยาง มันสำปะหลัง สินค้าที่จีนส่งออกมาให้ไทยที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้า ส่วนประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องจักรกล เป็นต้น

ทั้งนี้ผศ.ดร.อนุสรณ์ย้ำว่า“ประเทศไทยไม่ควรเชื่อมโยงกันเพียงแค่ในมิติทางการค้าและเศรษฐกิจการลงทุนเพียงอย่างเดียว ควรเชื่อมในเรื่องของคุณภาพชีวิตประชาชน ทั้งมิติด้านการศึกษา ภาษารวมถึง วัฒนธรรมเพิ่มมากขึ้นด้วยเพื่อทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์และ เข้มแข็งขึ้นอีกทั้งรัฐบาลควรทบทวนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระหว่างประเทศใหม่โดยวางยุทธศาสตร์การค้าการลงทุนระหว่างประเทศเพื่อให้ไทย พัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน”

ในแง่ของ อำนาจเงินหยวนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ผศ.ดร.อนุสรณ์ ให้ข้อมูลว่า จีนต้องการให้เงินหยวนเข้ามามีบทบาทในเวทีการเงินโลกจึงพยายามให้เงินหยวน สามารถซื้อขายในตลาดนอกประเทศ ในขณะเดียวกันจีนก็พยายามจะให้เงินหยวนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเงินสกุลที่ กองเงินการทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)กำหนดขึ้นทำให้เงินหยวนกลายเป็นสินทรัพย์ประเภทหนึ่งที่ทำหน้าที่เสมือนเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ(SDR) ปัจจุบันเงินหยวนได้เข้าไปอยู่ใน SDR แล้ว เท่ากับว่าเงินหยวนกลายเป็นเงินสกุลหลักของโลก

หากมีการรื้อฟื้นเส้นทางสายไหมดร.วิษณุได้ระบุว่า“ประเทศจีนจะมีการจัดตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนโดยจุดประสงค์คือการปล่อยเงินกู้ให้กับประเทศในภูมิภาคอาเซียนและต้องการส่งเสริมให้เกิดการใช้เงินหยวนมากขึ้น”

ทั้งนี้ ผศ.ดร. อนุสรณ์ ย้ำว่า ในอนาคตจีนมีโอกาสกลายเป็นประเทศมหาอำนาจแทนที่สหรัฐอเมริกาเพราะจีนมีบทบาท ทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้ารวมถึงมีจำนวนประชากรเป็นจำนวนมาก และมีความพร้อมทางด้านอุตสาหกรรม

ที่ผ่านมา สินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆที่เราคุ้นเคยในชีวิตประจำวันของเรา ล้วนแต่ส่งไปผลิตที่จีนทั้งสิ้นเพราะจีนมีกำลังการผลิตที่รวดเร็ว รวมถึงมีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่าประเทศอื่นๆในด้านคุณภาพของสินค้าก็จัดได้ว่ามีคุณภาพเทียบเท่ากับสินค้าที่ผลิตกันในแถบยุโรปเลยทีเดียวหากมีการรื้อฟื้นเส้นทางสายไหมขึ้นมาเท่ากับว่าการคมนาคมทั้งทางบกและทางทะเลของจีนจะเข็มแข็งมากขึ้นถือว่ามีโอกาสที่จะเป็นประเทศผู้นำของโลกได้