ปัญหาการศึกษาไทย แก้ที่ใคร?

ปัญหาการศึกษาไทย, การศึกษาไทย, อาชีพครู, อุปสรรคอาชีพครู, ปฏิรูปการศึกษาไทย, คุณภาพการศึกษา, ระบบการศึกษา, เป้าหมายการศึกษา, ครูไทย

    ว่ากันว่า การศึกษาของประเทศไทยอยู่ในขั้นค่อนข้างมีปัญหา แต่ละปีจะมีการสอบเพื่อทดสอบความรู้พื้นฐานของนักเรียน ซึ่งผลที่ออกมามักเป็นไปในทิศทางเดียวกันคือ นักเรียนมีความรู้ที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ปัญหาการศึกษาของประเทศที่เป็นอยู่นี้ ส่วนหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ เป็นผลกระทบจากปัญหาของครู

    จากผลสำรวจของเว็บไซต์ครูไทยพบว่า มี 6 ปัญหาที่ถือว่าเป็นปัญหาหลักของการศึกษาไทย และถือว่าเป็นอุปสรรคไม่น้อย…

    ครูมีภาระหนัก นอกเหนือจากการสอนหนังสือในห้องเรียน 22.93% ภาระในที่นี้หมายถึง การประชุมสัมมนาวิชาการ ฯลฯ ซึ่งเป็นหน้าที่นอกเหนือจากการสอนหนังสือ ส่งผลกระทบเกิดการลดทอนชั่วโมงการสอน

    จำนวนครูไม่เพียงพอ สอนไม่ตรงกับวุฒิ 18.57% ในแต่ละปี อัตราการผลิตครูอยู่ที่ประมาน 12,000 คนต่อปี และในขณะที่อัตราการบรรจุครูใหม่มีเพียง 3-4 พันคนเท่านั้น

    ครูขาดทักษะด้านไอซีที 16.8% ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าทันสมัย แต่ผู้สอนยังคงสอนตามรูปแบบเดิม ทำให้ปัญหาการเรียนการสอนติดขัด  

    ครูรุ่นใหม่ขาดจิตวิญญาณ ขณะที่ครูรุ่นเก่าไม่ปรับตัว คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ถึง 16.49% ครูจบใหม่บางคนคิดว่า การทำอาชีพครู เพียงแค่สอนหนังสือเด็กให้ผ่านไปในแต่ละวัน โดยไม่คำนึงถึงหน้าที่ของครูที่แท้จริงที่ไม่ใช่แค่การสอนหนังสือเท่านั้น ครูต้องมีความรัก ความเมตตาลูกศิษย์ ป้อนความรู้ที่ตนมีให้แก่ลูกศิษย์ แม้แต่นอกคาบเรียนครูก็ต้องทำหน้าที่เป็นแม่คนที่สองเช่นกัน

    ครูสอนหนัก ส่งผลให้เด็กเรียนหนังสือหนักขึ้น  14.33% แต่ละปีครูและนักเรียนไม่ได้แค่ทำหน้าที่สอนหรือเรียนหนังสือเท่านั้น โรงเรียนมักมีกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมกีฬาสี  กิจกรรมตามเทศกาล ฯลฯ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ครูต้องเร่งสอนในแต่ละคาบเรียน ทำให้นักเรียนมีภาระมากขึ้นนอกเหนือจากการเรียนหนังสือ

    ครูขาดอิสระในการจัดการเรียนการสอน 10.88% การสอนจะต้องเป็นไปตามแผนที่กระทรวงการศึกษาหรือโรงเรียนจัดให้ ซึ่งหมายความว่า หากนักเรียนชอบศิลปะ ดนตรี จะมีโอกาสเรียนเพียงแค่อาทิตย์ละ 1-2 คาบเท่านั้น

    ปัญหาดังกล่าวนั้นก็ถือว่า เป็นอุปสรรคของการทำหน้าที่แม่พิมพ์ของชาติอย่างครู เพราะปัญหาเหล่านี้ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาและการเรียนของนักเรียนอยู่ไม่น้อย ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ ผู้ก่อตั้ง www.eduzones.com ให้ความเห็นเกี่ยวกับการปัญหาการศึกษานี้ว่า “ปัญหาการศึกษามีอยู่เยอะมาก หมายถึงปัญหาอยู่ที่จุดไหนก็ควรจะแก้ที่จุดนั้น หากปัญหาอยู่ที่ตัวของเราเอง เราก็ควรแก้ที่ตัวของเราเอง ไม่ใช่โทษระบบการศึกษาหรือผู้อื่น แม้หลักสูตรมันไม่ดี สิ่งที่ควรแก้ที่สุดก็คือตัวของเราเอง หรือแม้แต่ครูก็ต้องแก้ที่ตัวเอง

    ไม่ต้องไปโทษว่า เด็กไม่รักเรียน เด็กมันจะไปรักได้ยังไงในเมื่อครูสอนแบบเดิม ครูก็เปลี่ยนการสอนเสีย ทำไมเด็กไม่มีคุณธรรม ครูก็เปลี่ยนที่ตัวเองเลย ทำไมเด็กก้าวร้าว ครูอย่าไปก้าวร้าว ทำไมเด็กไม่มีความเคารพ โทษคนอื่น ก็ครูไม่เคารพเขา ครูเปลี่ยนวิธีคิด ผู้บริหารก็เปลี่ยนวิธีคิด สั่งบังคับครู ครูบังคับเด็ก ก็กลายเป็นนิสัยชอบถูกบังคับ ครูต้องฟังเด็ก เด็กต้องฟังครู นี่มันก็จะเปลี่ยนไป เพราะถ้าเราโทษกันไปโทษกันมา ปัญหามันเกิดทุกจุด ก็ต้องเปลี่ยนที่จุดใครจุดมัน แค่นั้น

    ดร.วิริยะ แสดงมุมมองเกี่ยวกับคะแนนสอบโอเน็ตที่ต่ำกว่ามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง โดยสังคมไทยมีค่านิยมว่าคะแนนสอบน้อยถือว่าสอบตกว่า ปัญหาเด็กสอบตก เมื่อเด็กทำข้อสอบได้คะแนนน้อยก็เรียกว่าเด็กสอบตก อย่างโอเน็ตมันก็ควรตกอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่เด็กนักเรียนเท่านั้น หากคุณไปสอบอย่างที่เด็กสอบคุณก็สอบตกเช่นกัน หากผมไปสอบผมก็สอบตก ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนออกข้อสอบนั้นออกข้อสอบมาไม่ตรงหลัก คนออกข้อสอบเขาก็พยายามออกดีแล้ว แต่ประเด็นก็คือทำไมยังสอบตก เอาคนออกข้อสอบไปสอบก็ตก เพราะอะไร ให้เขาสอบวิชาอื่น เขาไม่ได้ท่องมาเขาก็ตก ข้อสอบโอเน็ตถ้าเราจะทำให้ได้คะแนนเยอะ เราก็ต้องท่องเยอะ

    มันมีแค่สามเรื่องคือ หนึ่ง ให้นักเรียนเอาความรู้ไปใช้อะไร สอง ฝึกให้นักเรียนทำอะไรเป็น และสาม ต้องการให้นักเรียนเป็นคนอย่างไร เป้าหมายของการศึกษาจริงๆ มีแค่เท่านี้ การนำโอเน็ตมาสอบ เด็กก็ต้องท่องหนังสือเพื่อไปสอบ หรือดูข้อสอบเก่าๆ ก็เสียเวลาในการเรียนเพื่อจะพัฒนาตนเอง โอเน็ตนำมาใช้ผิดทาง โอเน็ตไม่จำเป็นต้องให้เด็กทุกคนมาสอบ เพราะครูก็สามารถออกข้อสอบได้ สำหรับข้อสอบแห่งชาติ ถ้าจะใช้ก็ต้องใช้ในการสุ่ม ไม่จำเป็นต้องให้เด็กทุกคนสอบ และก็ไม่ต้องไปบอกคะแนนเด็กด้วย เพราะมันไม่เกี่ยวกับเด็ก การพัฒนาเด็กอยู่ที่โรงเรียน ไม่ได้อยู่ที่ข้อสอบ แค่เอาคะแนนเพื่อที่รัฐบาลจะได้ไปดูว่า กลุ่มโรงเรียนแบบไหนเป็นอย่างไร ควรจะส่งงบประมาณพัฒนาแบบไหน เพื่อวัดคุณภาพการศึกษาระดับประเทศ

    นอกเหนือจากปัญหาด้านการสอนของครูดังที่กล่าวข้างต้น ปัจจุบัน ข่าวในด้านลบของครูก็มีอยู่ไม่น้อย

    24 กันยายน 2558 เว็บไซต์ข่าวเดลินิวส์ออนไลน์ลงข่าวที่ถือว่า เป็นข่าวสะเทือนใจพ่อแม่ ผู้ปกครองอยู่ไม่น้อย ครูฟาดก้นเด็กนร. เนื้อแตกฉุน ‘สื่อทำข่าว’ ปรี่จะทำร้าย ในเนื้อข่าวระบุว่า ครูรายหนึ่งใช้ไม้เรียวเฆี่ยนตีบริเวณก้นมากกว่า 30 ครั้ง เนื่องจากเด็กไม่ทำการบ้าน จนก้นของเด็กคนดังกล่าวเป็นบาดแผลเขียวช้ำ

    18 มกราคม 2559 เว็บไซต์ข่าวไทยรัฐออนไลน์ลงข่าวว่า ศาลฏีกาสั่งจำคุกเพิ่ม 19 ปีคดี ‘ครูลอน’ ข่มขืน นร.หญิง ในเนื้อข่าวระบุว่า อดีตครูโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง ได้กักขัง และกระทำชำเรานักเรียนหญิง

    แต่ไม่ใช่ว่าครูทุกคนจะอยู่ในด้านลบเสมอไป ครูบางคนก็ถือว่า ทำหน้าที่แม่พิมพ์ที่ดี

    ดร.วิริยะ พูดถึงการทำหน้าที่แม่พิมพ์ของชาติว่า “คนเป็นครูต้องมีความเมตตาต่อลูกศิษย์ ไม่ใช่แค่ทำหน้าที่สอนหนังสือเท่านั้น ครูต้องมอบความรัก ความเอาใจใส่ให้แก่ลูกศิษย์ เปรียบเสมือนเป็นลูกอีกคนหนึ่ง เพราะในมุมมองของนักเรียน ครูก็คือแม่คนที่สอง”

    มีข้อมูลว่า ประเทศไทยลงทุนกับการศึกษามาก แต่ผลลัพธ์กับตรงกันข้าม

    ดร.วิริยะ แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ว่า “เพราะทำผิด ถ้าคุณทำผิด ยิ่งทำแล้วก็ยิ่งผิด มันก็ยิ่งแย่ ถ้าทำถูกมันก็ต้องดีขึ้น ทำผิดมันก็แย่ลง ก็เท่านี้ ใช้เงินเยอะเท่าไร แต่ถ้ามันผิดทางมันก็ไม่มีวันดีขึ้น เช่นคุณใช้เงินไปตั้งสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เพื่อเอามาออกข้อสอบ แล้วก็บังคับเด็กสอบกันทั้งประเทศ อย่างนี้ก็ผิด มันเป็นการวัดผลที่ผิด เมื่อผิด คุณภาพการศึกษาก็ไม่มีวันดีขึ้น ตัววัดมาตรฐานก็ไปอิงกับโอเน็ต แล้วคุณภาพทางการศึกษาจะมาจากไหน คุณภาพการศึกษานั้น เด็กจะต้องรู้จักคิด กล้าพูด มีความคิด วิเคราะห์ มีความคิดสร้างสรรค์ ทำงานเป็น นี่คือคุณภาพการศึกษา”

    กรณีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ ขยับสิทธิการศึกษาฟรีจาก ม.6 เหลือแค่ถึง ม.3 โดยเริ่มตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับ หรือ ม.3 เป็นระยะเวลา 12 ปีนั้น ดร.วิริยะ เห็นว่า “เรื่องนี้ก็มีอยู่สองมุม เพราะทุกอย่างมีสองมุม เท่าที่ผมดู ผมยังไม่รู้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านหรือเปล่า หากว่าเกิดเปลี่ยนเรียนฟรีจากมัธยมศึกษาปีที่ 6 เหลือแค่ มัธยมศึกษาปีที่ 3 มันก็ต้องเกิดผลเสีย หากพูดถึงการศึกษาภาคบังคับ สำหรับการเรียนฟรียิ่งเยอะยิ่งดี เรียนฟรีจนถึงปริญญาเอกยิ่งดีเลย แต่ขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์ของรัฐบาล งบประมาณของรัฐบาลนั้นๆ ด้วย แต่ประเด็นคือการศึกษาภาคบังคับ ความจริงบังคับเขามากเกินไปให้เรียน 12 ปี เพราะว่าเราจะมีคนไม่ได้อยากเรียน แต่ต้องเข้าไปอยู่ในโรงเรียน แล้วก็กลายเป็นภาระของโรงเรียนด้วย เป็นภาระของตัวเองด้วยบางคนต้องช่วยพ่อแม่ทำงาน ซึ่งคนเหล่านี้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขเมื่อเขามาเรียนเมื่อไหร่ก็ได้ อันนี้คือแง่คิดมุมมองของผม”

    ปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของระบบการศึกษา ระบบครู หรือแม้กระทั่งระบบนักเรียน เมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว ไม่ควรจะโทษว่าเป็นความผิดของฝ่ายไหน ปัญหาเกิดขึ้นที่ฝ่ายไหน ฝ่ายนั้นก็ต้องแก้ไขปัญหาด้วยตัวของตัวเอง ปัญหาที่ระบบการศึกษา ผู้เกี่ยวข้องก็ต้องหาวิธีแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น ปัญหาเกิดที่ระบบครู ครูก็ต้องเป็นผู้แก้ไขปัญหา ปัญหาเกิดขึ้นที่ระบบนักเรียน ตัวนักเรียนก็ต้องเป็นผู้แก้ปัญหา

    เพราะการแก้ไขปัญหาที่ดีสุดคือ การไม่โทษคนอื่น และแก้ปัญหาที่ตัวเราเอง

 

มติมนต์, ภาริณี, พงษ์นภา เรื่องและภาพ