“กลองทัด กลอง’ถาปัด”

กลองทัด, คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยรังสิต, กลองสถาปัตย์, เชียร์โต้, วงปี่พาทย์, ดนครีไทย, เพลงไทย, แทงโก้, เครื่องดนตรี,

เรื่องและภาพ : สาหร่าย

     ถ้านึกถึงคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อนๆ หลายคนคงต้องนึกไปถึงกลองสถาปัตยกรรมศาสตร์แน่ๆ และก็น่าจะเคยเห็นหรือเคยได้ยินเสียงกลองดังก้องมหาวิทยาลัยในตอนเย็นๆ บ้างเช่นกัน ฉันเองนั้น ได้ยินเสียงกลองนี้ทีไร ยังอดใจที่จะเข้าไปดูไม่ได้เลย

     กลองสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่ว่านี้คือ กลองทัด ที่นิยมเล่นในวงปี่พาทย์ โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยแรกที่เริ่มใช้กลองทัดนี้ ตามมาด้วยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยศิลปากร, มหาวิทยาลัยเกษตร เกิดเป็นประเพณีประชุมกลองขึ้นมาถึงปัจจุบัน จึงทำให้มหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่ก่อตั้งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ขึ้นจะต้องมี กลองทัด เป็นกลองประจำคณะด้วย

     เพลงที่กลองทัดนำมาเล่น จะดัดแปลงมาจากเพลงไทย บางทีก็นำเพลงในจังหวะแทงโก้หรือสามช่ามาผสมผสานให้น่าสนใจมากขึ้น ตามยุคสมัย โดยนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ช่วยกันเรียบเรียงขึ้น แต่ยังคงเน้นจังหวะสนุกสนาน และการตีกลองที่หนักแน่นแข็งแรงเหมือนเดิม

     กลองทัด เป็นกลองขึงหนังสองหน้าขนาดใหญ่ ใช้ไม้ตีให้เกิดเสียง หุ่นกลองมีรูปร่างเป็นทรงกระบอกป่องตรงกลาง ทำจากไม้เนื้อแข็งเจาะคว้านทะลุเป็นกล่องเสียง ขึงหน้ากลองทั้งสองหน้าด้วยหนังโคหรือหนังกระบือ แล้วยึดติดกับหุ่นกลองด้วยหมุดที่ทำจากโลหะ งาช้าง หรือกระดูกสัตว์ เรียกว่า แส้กลอง แล้วทายางรักบริเวณตรงกลางเพื่อรักษาหน้ากลอง

     ด้านหนึ่งของกลองทัด มีหูโลหะเล็กๆ เรียกว่า หูระวิง สำหรับยึดกับขาหยั่งตั้งกลองกับพื้นเวลาบรรเลงในวงปี่พาทย์ ปกติแล้วจะใช้กลองทัด 2 ใบซึ่งเป็นแบบแผนที่ยึดปฏิบัติมาแต่ครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เรียกชื่อแบ่งออกตามลักษณะเสียงที่แตกต่างคือ กลองทัดตัวผู้ (เสียงสูง) กลองทัดตัวเมีย (เสียงต่ำ)

     เย็นวันก่อน ฉันเดินผ่านไปทางสนามฟุตบอล ได้ยินเสียงกลองดังก้องไปทั่วสนาม ฉันกวาดสายตาหาเจ้าของเสียงนั้น แล้วก็เป็นอย่างที่ฉันคิด เป็นเสียงของกลองสถาปัตยกรรมศาสตร์จริงๆ ฉันรีบเดินเข้าไปดูด้วยความสนใจ และได้พบกับ นายพรพรหม ถาวรามร หรือ พี่บอลลูน นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 5 ผู้ฝึกซ้อมกลองสถาปัตยกรรมศาสตร์ พี่บอลลูนเล่าว่า “กลองสถาปัตยกรรมศาสตร์ทุกที่ มีเพื่อเป็นผู้นำกิจกรรม ผู้นำเชียร์ของคณะ เพื่อให้ทุกคนในคณะรู้สึกสนุก รู้สึกเฮฮา ฮึกเหิม กลองสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตขึ้นชื่อเรื่องจังหวะที่สนุก ถ้าได้ฟังจะเห็นว่าใช้พลังในการตีที่เยอะมาก เรียกได้ว่าสุดพลัง”

          นั่งฟังไปสักพักฉันก็รู้สึกได้ว่า เสียงไม้กลองที่กระทบลงบนผืนหนัง เกิดเสียงที่หนักแน่นดังกังวานไปทั่วสนาม ด้วยเสียงกลองแบบไทยผสมกับจังหวะแทงโก้ได้อย่างลงตัวจริง ทำให้ผู้ฟังรู้สึกสนุก นั่งฟังได้ไม่เบื่อเลย นี่ขนาดยังเป็นเพียงการซ้อมเท่านั้น ถ้าหากเป็นการตีในงานจริงคงต้องสนุกกว่านี้แน่ แต่ผู้ตีกลองสถาปัตยกรรมศาสตร์ เขาเอาแรงมาจากไหนกันนะ ฉันนั่งดูมาเกือบชั่วโมงแล้วดูเขาไม่เหนื่อยกันเลย ฉันคิดในใจ

     เหมือนจะรู้ทันความคิดของฉัน พี่บอลลูน เล่าถึงการฝึกซ้อมด้วยสีหน้าจริงจังขึ้นเล็กน้อยว่า “ผู้ตีกลองต้องใช้ความอดทนในการฝึกสูงมากๆ เพราะต้องตื่นมาออกกำลังกายตั้งแต่ 6 โมงเช้า ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วเจอกันอีกทีตอน 6 โมงเย็นเพื่อออกกำลังกายอีกรอบหนึ่ง ทุกคนห้ามมาสาย เพราะหากมาสาย 1 คน จะต้องถูกทำโทษทุกคน ทุกอย่างต้องตรงเวลา การเรียนก็ต้องไม่เสีย เกรดต้องไม่ต่ำกว่า 2.00 ด้วย”

     อาจารย์ธนาวาส วงศ์ทิมารัตน์ อาจารย์ประจำและศิษย์เก่าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต อดีตหนึ่งในมือกลองรุ่นที่ 8 เล่าถึงยุคอาจารย์ที่ยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยว่า “ยุคที่อาจารย์ยังเรียนอยู่ กลองของแต่ละคณะจะมีเอกลักษณ์และมีเสน่ห์ของตัวเอง แต่กลองสถาปัตยกรรมศาสตร์ค่อนข้างจะต่างจากคณะอื่น สมัยนั้นคณะสถาปัตย์ฯ จะเป็นคณะเดียวที่ใช้กลองทัด รูปแบบของโชว์หรือรูปแบบของกลองเชียร์ก็จะมีลักษณะเฉพาะตัว การเล่นแต่ละครั้งจะโชว์ความเป็นตัวตนของเด็กสถาปัตย์ฯ ค่อนข้างมาก สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทุกๆ รุ่นพยายามคงเอาไว้ เพราะเป็นสิ่งที่สื่อความเป็นสถาปัตยกรรมศาสตร์ได้อย่างชัดเจน ทั้งความสนุกของจังหวะ ท่าทางที่ออกจะ’เยอะ’ หรือการเชียร์ของทุกคนในคณะ ถ้านึกถึงกองเชียร์ของมหาวิทยาลัยรังสิต นอกจากจะมีทีมเชียร์ลีดดิ้งแล้ว กลองสถาปัตยกรรมศาสตร์ก็น่าจะเป็นหนึ่งในนั้น”    

     จากที่ฉันได้นั่งฟังการฝึกของผู้ฝึกสอนกลองสถาปัตยกรรมศาสตร์มากว่าชั่วโมง ฉันจับความสำคัญของการเป็นกลองสถาปัตยกรรมศาสตร์ได้ว่า คือความสามัคคีและความเป็นหนึ่งเดียวกัน กลองสถาปัตยกรรมศาสตร์ ต้องตีเป็นทีม ต้องซ้อมเป็นทีม กลองมี 2 ใบและทั้ง 2 ใบต้องตีเหมือนกัน พร้อมกัน การเป็นทีมจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ ผู้ฝึกสอนจะต้องพยายามทำทุกวิถีทางที่จะให้ทุกคนรักกัน สามัคคีกัน และมีวินัย เช่น ถ้าเพื่อนมาสายทุกคนต้องถูกทำโทษด้วยกันจนกว่าเพื่อนจะมาจนครบ จะต้องทำแบบนี้เป็นเวลาถึง 1 ปี เพื่อให้ได้คนที่อดทนและต้องการทำกิจกรรมนี้จริงๆ กลองสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จึงไม่มีการคัดเลือกคนออก แต่จะใช้การฝึกอย่างหนักแทน

     ทุกๆ ปีจะมีกิจกรรมหนึ่งที่เรียกว่า เชียร์โต้ เป็นกิจกรรมที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ทั่วประเทศไทยจะมารวมตัวสร้างสัมพันธ์กัน ในงานจะมีการ ดวล กลองสถาปัตยกรรมศาสตร์ของแต่ละมหาวิทยาลัยเป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อกันด้วย “แต่ไม่ใช่ไปแข่งขันกันนะ” พี่บอลลูน ย้ำ

     สำหรับกิจกรรมนี้ กลองสถาปัตยกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรังสิตก็เข้าร่วมทุกปีเหมือนกัน และได้รับความสนใจและคำชื่นชมเป็นพิเศษจากผู้ชมด้วยจังหวะที่สนุกสนานและท่าทางการตีที่หนักแน่นต่างจากกลองสถาปัตยกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอื่นที่เน้นความขลัง ดุดัน “การเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ต้องติดต่อสื่อสารกัน ไม่ว่าจะเรื่องงาน เรื่องเรียน หรือการทำงานข้างนอก เพราะอยู่ในวงการเดียวกัน สายงานเดียวกัน” พี่บอลลูน อธิบายต่อ “ถ้าเรารู้จักกันไว้เยอะๆ ก็เป็นเรื่องดีสำหรับการทำงาน ที่สำคัญยังได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ ในแต่ละสถาบันอีกด้วย”

     “ทุกปีที่อยู่กับกลอง’ถาปัด จะได้ข้อคิด ได้ทัศนคติที่’โตขึ้น’มากกว่าคนอื่นๆ หลังจากเราเรียนจบแล้ว เราใช้ในชีวิตการทำงานได้แค่ประมาณ 20% แต่กิจกรรมทุกอย่างที่เราทำในมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นในคณะหรือนอกคณะ เอามาใช้กับชีวิตในอนาคตได้เกือบ 100% มันสอนให้เราใช้ชีวิตให้เป็นจริงๆ แต่ก็ห้ามทิ้งการเรียน ถ้าทำแต่กิจกรรมแล้วทิ้งการเรียน อันนี้ก็ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จ ต้องทำคู่กันไปให้ได้ ถ้าทำได้ก็เรียกว่าตอบโจทย์ชีวิตในมหาวิทยาลัยได้สำเร็จแล้ว” พี่บอลลูน ให้ข้อคิดในการเรียนและการใช้ชีวิตแก่ฉันทิ้งท้ายจากการที่ได้พูดคุยกันในวันนั้น