ผักตบชวา...วัชพืชร้ายคู่สายน้ำ

ปัญหาผักตบชวาในแม่น้ำลำคลอง เป็นปัญหาที่อยู่คู่ระบบนิเวศทางน้ำของไทยมาอย่างยาวนาน ทั้งก่อให้เกิดน้ำเน่าเสีย กีดขวางการไหลของน้ำ รวมไปถึงการทำให้แหล่งน้ำตื้นเขิน ซึ่งปัญหาทั้งหลายส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ ก่อให้เกิดความรำคาญของคนหลายๆ กลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้ชีวิตเกี่ยวพันกับสายน้ำ 

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีหน่วยงานหลายฝ่ายทั้งทางหน่วยราชการและภาคประชาชน ร่วมมือร่วมใจเข้ามาจัดการกับปัญหานี้ ทั้งการพยายามที่จะนำเอาผักตบชวามาทำเป็นเครื่องจักสานต่างๆ นานา เช่น เสื่อ โคมไฟหรือตะกร้า แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะกำจัดให้หมดไปได้เสียที และจากการคาดการณ์ในอนาคต ผักตบชวาก็คงจะเป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ไม่ตก และไม่หมดไปจากแผนที่ประเทศไทยของเราง่ายๆ อย่างแน่นอน

ดร.เจริญวิชญ์ หาญแก้ว อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันนี้ที่แหล่งน้ำลำคลองของไทยเต็มไปด้วยผักตบชวาว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ผักตบชวาเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วคือ การปล่อยของเสียลงสู่แม่น้ำลำคลองด้วยฝีมือของมนุษย์เอง

“การที่มีผักตบชวาเต็มผืนน้ำ เรียกว่าปรากฏการณ์บูมอย่างรวดเร็วของพืชน้ำ หรือที่เรียกว่าปรากฏการณ์ยูโรฟิเคชั่น มีสาเหตุมาจากการที่แหล่งน้ำอุดมไปด้วย ธาตุอาหารของพืชน้ำเป็นจำนวนมาก ทั้งสารไนเตส ฟอสเฟสที่มากับสารเคมีที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น ผงซักฟอก ปุ๋ย เมื่อธาตุอาหารเยอะก็เกิดการบูมของผักตบชวาได้เป็นอย่างดี จึงเป็นตัวบ่งชี้ได้ว่าสภาพแหล่งน้ำนั้นเกิดการเน่าเสีย” ดร.เจริญวิชญ์กล่าว

อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม ยังให้ข้อมูลถึงการเจริญเติบโตของผักตบชวาว่า ผักตบชวาจะเจริญเติบโตได้ดีในหนองบึงหรือบริเวณที่น้ำนิ่ง เพราะเมื่อในแหล่งน้ำนั้นมีผักตบชวาหนาแน่น ก็จะไปบดบังทางเดินของแสงแดด ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตใต้น้ำ ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา หรือพืชน้ำชนิดอื่นๆ ตายลง จากนั้นจึงเข้าสู่ระบบห่วงโซ่อาหาร เกิดการย่อยสลายสารอาหารของจุลินทรีย์ซึ่งจะต้องใช้ออกซิเจนในการย่อยสลายและ เมื่อจุลินทรีย์ทำการย่อยสลายมาก ออกซิเจนในน้ำลดลงมากตามไปด้วย กลายเป็นสองแรงในการทำให้น้ำเน่าเสียเพิ่มขึ้นอีก

สำหรับการแก้ไขปัญหาผักตบชวาในแหล่งนำ้ ดร.เจริญวิชญ์ ให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาหลายฝ่ายมีความพยายามนำผักตบชวามาเพิ่มมูลค่า อย่างการนำไปทำเครื่องจักสาน แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้หมด ทางที่ดีเราจึงควรทำความเข้าใจกับชาวบ้านว่าไม่ควรปล่อยน้ำเสียออกสู่แหล่งน้ำโดยตรง

“ควรมีการจัดการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ รณรงค์ลดการใช้ปุ๋ยเคมี บำบัดดูแลแม่น้ำลำคลอง จัดเก็บผักตบชวาเพื่อไม่ให้มีโอกาสในการขยายพันธุ์ รวมไปถึงการใช้ประโยชน์จากมันให้ได้มากที่สุด เพราะหากเราสามารถสร้างมูลค่าให้กับมันได้มาก คนก็จะให้ความสนใจกับมันมากขึ้น ทำให้ปริมาณของผักตบชวาลดลงได้” ดร.เจริญวิชย์กล่าว

การที่มีผักตบชวามากจนเต็มแหล่งน้ำ ก่อให้เกิดผลกระทบกระเทือนต่อระบบนิเวศโดยรวม ดังนั้นจึงควรมีการพัฒนาส่งเสริมการใช้ประโยชน์ รวมไปถึงจัดการกับผักตบชวาให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ช่วยลดปัญหาด้านทรัพยากรทางน้ำ

นายคมสัน นครศรี ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัชพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการดำเนินการจัดการกับผักตบชวาว่า การจัดการขึ้นอยู่กับปริมาณว่ามีความเหมาะสมในการจัดการหรือไม่ ซึ่งประเทศไทยมีแนวคิดในการจัดการกับผักตบชวามาเป็นเวลานานแล้ว จนถึงขั้นตั้งพ.ร.บ. กำจัดผักตบชวา พ.ศ. 2456 ที่ยังคงมีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบัน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของผักตบชวา ทั้งการขุดลอกคูคลอง จัดเก็บ ทำลายผักตบชวาที่ลอยผ่านบริเวณบ้าน ไม่ให้มีการขยายพันธุ์ แต่เนื่องจากกฎหมายของประเทศไทยไม่มีความเด็ดขาดพอ เราจึงไม่สามารถจัดการกับวัชพืชชนิดนี้ได้อย่างจริงจัง

“ที่จริงแล้วผักตบชวาก็มีประโยชน์ในการบำบัดน้ำเสียได้ เพราะจะดูดซึมธาตุอาหารที่เป็นตัวการให้น้ำเสียได้เป็นอย่างดี แต่ต้องมีในปริมาณที่เหมาะไม่มากจนเกินไป เพราะถ้ามากจะก่อให้เกิดปัญหากับสิ่งมีชีวิตใต้น้ำ ที่จะขาดออกซิเจนและตายลง ส่วนด้านการจัดการวัชพืชชนิดนี้ มีอยู่ 2 วิธีการคือวิธีกล ใช้แรงงานคนในการจัดเก็บหรืออย่างที่
กรมชลประธานจะมีการนำรถแทรกเตอร์ลาก ตักขึ้นมาเพื่อนำไปทำลาย และอีกวิธีการหนึ่งคือที่ทางกลุ่มวิจัยวัชพืชใช้ยาฉีดพ่นปกคลุม ซึ่งวิธีการนี้ได้ผลดี แต่ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำและสิ่งมีชีวิตใต้น้ำ” นายคมสันกล่าว

ทั้งนี้นางชำนาญ วงษ์รุ่งเรือง ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมคลองดำเนินสะดวก อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี บอกเล่าถึง ผลกระทบของผักตบชวาในคลองดำเนินสะดวกหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า คลองใหญ่ว่าผักตบชวาส่งผลให้น้ำในคลองเน่าเสีย ชาวบ้านไม่สามารถนำนำ้มาใช้ในการอุปโภคบริโภคได้เหมือนกับสมัยก่อน

“เดี๋ยวนี้น้ำในคลองเริ่มเน่าเสีย เพราะมีการปล่อยของเสียออกมาจากโรงงานทำมะพร้าวที่อยู่ใกล้ๆ และทำให้ผักตบชวาเพิ่มมากขึ้น สมัยก่อนน้ำในคลองดำเนินสะดวกเราสามารถที่จะนำมาดื่มได้ แค่แกว่งสารส้มแล้วเอาไปต้ม  ใช้ทำอาหารก็ได้ บางครั้งพายเรืออยู่หิวน้ำก็ตักขึ้นมากินได้ แต่เดี๋ยวนี้ทำไม่ได้แล้ว แค่น้ำมาถูกตัวก็คัน ยิ่งถ้าไปยืนในน้ำขึ้นมาเท้าก็จะเป็นแผล” นางชำนาญกล่าว

นางชำนาญยังให้ความเห็นเพิ่มเติมอีกว่า ปัจจุบันคลองดำเนินสะดวกมีผักตบชวาเป็นจำนวนมาก และเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว พอมีเป็นจำนวนมากทางเทศบาลเข้ามาเก็บไปทำลาย แต่แค่เพียงครึ่งเดือนมันก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นมาอีก เพราะผักตบชวาจะแตกกออยู่บริเวณริมสองข้างตลิ่ง ซึ่งการจัดการก็ทำได้เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ไม่สามารถกำจัดให้หมดไปได้อย่างจริงจัง

แม้ว่าหลายฝ่ายจะมีความพยายามแก้ไขจัดการกับผักตบชวา แต่ก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น เพราะไม่ว่าเราจะจัดการอย่างไร วัชพืชชนิดนี้ก็ยังคงอยู่กับแหล่งน้ำอย่างยาวนาน ดังนั้นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่สุด ก็คงเป็นการพยายามสร้างจิตสำนึกให้กับชาวบ้าน ช่วยกันรักษาแหล่งนำ้ เพื่อให้สายน้ำกลับมาใสสะอาดดังเดิม

ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์รังสิต ฉบับที่ 66 ฉบับวันที่ 13-19 กันยายน 2555 หน้าที่ 14
ประกอบการเรียนรายวิชา : JRN450 การผลิตหนังสือพิมพ์ (Newspaper Production)