พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในทัศนคติของข้าพเจ้า

นายกรัฐมนตรีคนที่29,ประยุทธ์ จันทร์โอชา,การเมือง,ประเทศไทย,รัฐบาล,เอกชน,เศรษฐกิจ,เตรียมทหาร,ปฎิรูป,ยึดอำนาจ

   ข้าพเจ้าเกิดในยุคที่มีปัญหาทางด้านการเมือง จึงเห็นถึงผลกระทบที่มีต่อประชาชนคนไทย เห็นการ ประท้วง ที่เกิดจากคนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ได้ยินเสียงประท้วงของแต่ละฝ่าย ได้กลิ่นหยาดเหงื่อ ของคนที่ต่อสู้กันเพื่อสิ่งที่ตนเชื่อหรือนับถือ และได้สัมผัสความลำบากของประชาชนที่ ไม่ได้เกี่ยวข้อง ทำให้ข้าพเจ้านั้นคิดว่าการที่เราได้มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่29 นั้นย่อม เป็นผลดีมากกว่าผลเสีย ถึงแม้ว่านายกรัฐมนตรีท่านนี้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็ตาม แต่ท่าน ก็ได้ทำให้ประเทศชาติของเราพ้นวิกฤตนี้มาได้

   เส้นทางชีวิต พล.อ.ประยุทธ์ กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้นั้น ย้อนกลับไปถึงสมัยเรียนหนังสือ พล.อ.ประยุทธ์ เรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดนวลนรดิศ ก่อนจะสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 12 และนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 23 ชีวิตราชการทหาร เริ่มต้นที่กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ก่อนจะย้ายไปสังกัดกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ และก้าวขึ้นดำรงตำแหน่ง รองแม่ทัพภาคที่ 1 ในเวลาต่อมา กระทั่งประเทศไทยเกิดการรัฐประหาร เมื่อปี พ.ศ.2549 ที่นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน  พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และแม่ทัพภาคที่ 1ในครั้งนั้นด้วยเช่นกัน กระทั่งต่อมาในปี พ.ศ.2553 ท่านจึงได้รับตำแหน่งที่สำคัญ คือ ผู้บัญชาการทหารบก สืบต่อจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา นายทหารรุ่นพี่ ระหว่างการดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะ "ทหารเสือราชินี" ได้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญในฐานะนายทหาร หลายต่อหลายภารกิจ โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์ต่างๆ เช่น วาตภัยในพื้นที่ภาคใต้ปี 2532 มหาอุทกภัยปี 2554

   ในวันนี้ ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 แล้ว และเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 11 ที่มาจากการ ยึดอำนาจรัฐบาล ถึงแม้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการปฏิวัติรัฐประหารมากที่สุดในโลก เพราะทำการ ปฏิวัติหรือเตรียมการปฏิวัติกันมาแล้วถึง 18 ครั้งตั้งแต่เปลี่ยน แปลงการปกครองเมื่อปี 2475 ทุกครั้งล้วน มีเหตุและเงื่อนไข และการปฏิวัติรัฐประหารในอดีตคือ การล้มล้างหรือไม่ก็เลือดตกยางออก แต่การยึด อำนาจของพลเอกประยุทธ์ ไม่มีเลือดแม้แต่หยดเดียว  เพราะเป็นการยึดอำนาจที่จำเป็นต้องทำเพื่อยึด การบริหารประเทศมาจากรัฐบาลที่ล้มเหลว และถูกศาลตัดสินให้พ้นตำแหน่งไปแล้ว

    นอกจากนี้ พลเอกประยุทธ์ยังต่างกับผู้ปฏิวัติคนก่อนๆ ที่ไม่เคยแถลงชัดเจนว่า จะคืนอำนาจ ให้ประชาชนผ่านหีบเลือกตั้งเมื่อไหร่ ถึงแม้ว่าผู้ปฏิวัติยึดอำนาจในปี 2459 (พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน) เคยประกาศให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 1 ปีหลังยึดอำนาจ แต่ครั้งนั้นผู้ปฏิวัติไม่ได้วางรากฐานเพื่อ แก้ปัญหาความขัดแย้ง เมื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ผู้เสียอำนาจจึงชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง ทำให้วิกฤติ การเมืองเลวร้ายไปกว่าก่อนปฏิวัติ แต่พล.อ.ประยุทธ์ ได้วางแนวทางแก้ไขปัญหาขัดแย้งทางการเมืองไว้ อย่างรอบคอบ ตามแผนบันไดสามขั้น ชั้นแรก คือ จัดตั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ แก้ปัญหาความ มั่นคงและเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน การประกาศใช้กฎอัยการศึกเพื่อกวาดล้างกลุ่มคนที่ก่อเหตุร้ายใน ประเทศได้มาก ทำให้ประเทศที่วุ่นวายมากว่าครึ่งปี กลับเข้าสู่ภาวะสงบเป็นปกติได้

    ยิ่งกว่านั้น พลเอกประยุทธ์ยังมีความมุ่งมั่นในการปฏิรูปประเทศในหลายๆ ด้าน โดยภารกิจแรกนี้ ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่สามเดือนแรกของการคุมอำนาจบริหารประเทศ คือ จัดให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และตามมาด้วยจัดให้มีสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)  สปช.คือกุญแจสำคัญของการปฏิรูป เพราะ สปช.จะสรรหาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาบริหารประเทศ ซึ่งพลเอกประยุทธ์ได้สัญญา ไว้ว่า จะจัดให้มีการเลือกตั้งเสรีตามระบอบประชาธิปไตย หลังมีรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศคาดว่า จะประกาศใช้ประมาณเดือนตุลาคม 2558

     มาถึงวันนี้การทำงานของ “รัฐบาลพลเอกประยุทธ์” ก้าวเข้าสู่เดือนที่ 9 แล้ว ทั้งนี้ด้วยข้อแตกต่าง การเข้ามาบริหารประเทศจากการรัฐประหารจนได้ชื่อว่าเป็น “รัฐบาลทหาร” ที่มีการใช้อำนาจ จึงทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ เผชิญกับปัญหาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากมาย แต่ถึงอย่างไรท่านก็ยังที่จะต่อสู้ เพื่อพัฒนาประเทศชาติให้เจริญมากยิ่งขึ้น

     ในปี 2558-2563 รัฐบาลมีวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาประเทศให้มีความมั่นคง และทำให้ประชาชนมี ความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจแบบพอเพียงของในหลวง ในด้านของความมั่นคงคือ ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง ลดความรุนแรง ส่วนความมั่งคั่งคือ สร้างเศรษฐกิจเข้มแข็งเพิ่มการค้าขายและ การลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน และยั่งยืนคือ ต้องยึดแนวทางพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทุกกระทรวงจะต้องนำไปดำเนินการ และหลังจากนี้รัฐบาลจะขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ในการผลิต การจำหน่าย การตลาด และชักจูงนักลงทุนจากต่างประเทศมาลงทุนในประเทศไทย

     ในภาคเศรษฐกิจ รัฐบาลได้เร่งแก้ปัญหา โดยการยกเลิกกฎอัยการศึกในวันที่ 1  เมษายนที่ผ่าน มา ซึ่งทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวตลอดจนภาคอุปโภคบริโภคมีการฟื้นตัว ส่งผลให้นักท่องเที่ยว เข้ามาในประเทศมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีการจัดงานกิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย เช่น โครงการลดราคาสินค้าเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนในช่วงวันขึ้นปีใหม่ที่ผ่านมา

     ในด้านการเมืองการปกครองนั้น  ก็ได้มีการสร้างความปรองดองให้ประเทศชาติ รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ประกาศว่า จะมุ่งสร้างความปรองดองภายใน 3 เดือน โดยมีการรณรงค์ในชื่อ “คืนความสุขให้กับ ประเทศไทย” ด้วยโครงการต่างๆ ทั้งค่านิยม 12 ประการ เพื่อเป็นการปลูกฝังให้เยาวชนคนไทยมีความ สามัคคีรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

      นอกจากนั้นแล้วยังมีการกำจัดปัญหาในเรื่องของการคอรัปชั่น โดยมีการเร่งปราบปรามคดีความ ทุจริตต่าง ๆ ให้มีข้อยุติโดยเร็ว ซึ่งรัฐบาลได้มีการติดตามความคืบหน้าของคดีทุจริตคอรัปชั่นหลายคดี ที่ สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ และยังเปิดช่องทางให้ประชาชนทั้ง ชาวไทยและชาวต่างชาติ สามารถแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดในเรื่องทุจริตคอรัปชั่น ผ่านศูนย์รับแจ้งเบาะแสของทำเนียบ รัฐบาลและส่วนราชการต่าง ๆ และยังมีการแก้ปัญหาเรื่องโครงการรับจำนำข้าว ที่รัฐบาลนางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ทิ้งปัญหาไว้ โดยการให้ ธนาคารเพื่อการเกษตรนำเงินสภาพคล่อง 40,000 ล้านบาท มาจ่ายหนี้โครงการรับจำนำข้าวตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2557

      ยิ่งกว่าไปนี้ ในด้านการต่างประเทศ ได้มีการเดินไปประเทศพม่า ซึ่งถือเป็นประเทศแรกของการ เยือนแนะนำตัวเองในฐานะนายกรัฐมนตรีที่มีต่อมิตรประเทศในกลุ่มอาเซียน เยือนพม่าในคราวนี้ถึงแม้ว่า จะทำตามประเพณี แต่มีความสำคัญมากในการแสดงท่าทีให้สังคมโลกได้เห็น เพราะปีนี้พม่าเป็น ประธานหมุนเวียนของอาเซียน การเยือนพม่า แสดงให้เห็นว่าอาเซียนยังคงมีการส่งเสริมเศรษฐกิจและ ความมั่นคงร่วมกัน และอาเซียนยังยึดมั่นในหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน และรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ได้มีการเดินทางไปชี้แจงให้ประเทศต่างๆให้เข้าใจถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย เช่นการเดินทางไปร่วมประชุมเอเชีย-ยุโรป ในกรุงมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งมีผู้นำจาก 51 ประเทศเข้าร่วม ประชุม

      ดังนั้นจะเห็นได้ว่ารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากมาย ถึงแม้ว่าจะไม่ใช้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ประชาธิปไตยก็ไม่ได้หมายความว่าต้องมีแต่การเลือก ตั้งเท่านั้น ในยุคที่มีความขัดแย้งทางการเมือง ประเทศมีทางออกที่ดีที่สุดเพียงไม่กี่ทางที่จะทำให้บ้าน เมืองเรามีความสงบสุขอีกครั้ง และการที่ประเทศได้มีรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ก็ถือว่าเป็นทางออกที่ดี อย่างหนึ่ง เพราะประเทศชาติไม่ได้ต้องการเพียงผู้นำที่ได้มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังต้องการคนที่ เป็นคนดี ซื่อสัตย์ และเห็นผลประโยชน์ของส่วนร่วมเป็นหลัก