รองเท้ายิ้ม

ทำไมต้องวินเทจอ่ะ!!… ไม่อยากวินเทจได้ป่ะ? นั่นมันก็เป็นเรื่องความสบายใจแต่ละคนครับ แต่เอ๊ะ!! ก็นั่นนะสิ

ทำไมต้องวินเทจ ต้องบอกเลยว่าแฟชั่นสมัยนี้ ไม่ได้เหมือนสมัยก่อนแล้ว ที่เสื้อผ้าชิ้นไหนออกมาใหม่ก็เห่อกันไปซื้อแบบไม่บันยะบันยัง แต่สมัยนี้เสื้อผ้าเก่าๆ ยุค 60s – 70s ก็สามารถนำกลับมาใช้งานได้แบบไม่อายใคร อีกทั้งไม่เหมือนใคร และในใจก็ ไม่อยากให้ใครเหมือนตู การที่อะไรหลายๆ อย่างไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า รถ หรือแม้กระทั้งเฟอร์นิเจอร์ตกแต่ง

ที่ดูเป็นของเก่าถูกนำกลับมาใช้งาน มาจัดเข้าพวก ผสมผสาน ทำให้ของเก่าๆ มีความโมเดิร์น ดูใหม่ขึ้นมาถนัดตา และต้องบอกเลยว่า ด้วยความที่ผมชอบของเก่าจำพวกนี้อย่างยิ่ง (แม่บอกสักวันผีจะตามมาหักคอ) วันนี้ผมจึงอยากให้ผู้อ่านได้รู้ว่าของวินเทจ มันมีที่มาที่ไปอย่างไร ไม่ใช่อยู่ๆ จะมาบอกว่า “นี่ๆ ของฉันก็วินเทจนะ” ถ้าไปเจอพวกเซียนตัวจริงนี่อายตายเลย จะให้พูดเรื่องราวทั้งหมดก็ไม่ได้ มันยาวซะเหลือเกิน 38 วัน ก็เล่าไม่จบ ผมจึงอยากเล่าเรื่องของ ‘รองเท้า’ ที่มันมีที่มาที่ไป มันมีอารยธรรมจากวงดนตรี นักดนตรี นักแสดง รองเท้าพวกนี้แอบแฝงอยู่ตามโปสเตอร์ รูปถ่าย หรือตามวีดีโอ รายการโทรทัศน์ เก่าๆ ที่อัดไว้ 

ทำให้รองเท้าจำพวกนี้กลายเป็นประวัติศาสตร์โลก Jack Purcell ชื่อนี้พูดได้เลยว่าต้องเคยผ่านหูกันมาบ้างแล้วล่ะ Jack Purcell เป็นหนึ่งในตระกูลของรองเท้ายี่ห้อ Converse คงไม่ต้องสาธยายกับแบรนด์นี้มากนักเพราะประวัติยาวเหยียด แต่จะเล่าย้อนกลับไปให้เห็นภาพสักนิด Jack Purcell จริงๆ แล้วเป็นชื่อของนักแบดมินตัน ที่เป็นคนออกแบบรองเท้ารุ่นนี้ ซึ่งตามกล่องของรองเท้ารุ่นนี้ก็จะมีรูปของ Jack Purcell อยู่บนกล่องเพื่อการันตรีว่าเป็นของแท้แน่นอน (แถมมีท่ากำลังจะตีด้วย) จึงต้องบอกว่ารองเท้าชนิดนี้เป็นรองเท้ากีฬาแบดมินตันก็ว่าได้ รูปทรงของมันช่างดูเรียบง่ายๆ คล้ายๆกับรองเท้า Converse All Star ก็ไม่แปลก แต่จุดสังเกตได้ง่ายๆ คือหัวรองเท้าจะมีขีดยาว ประมาณ 5 - 7 เซนติเมตร ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่ามันกำลังยิ้ม หลายๆ คนเรียกมันว่า ‘รองเท้ายิ้ม’

ประมาณปี ค.ศ. 1950 - 1959 ได้มีรูปถ่ายของพระเอกหล่อชื่อดังก้องโลก “James Dean” ดันไปคว้า Jack Purcell มาใส่ บังเอิญมีคนบันทึกภาพไว้ รองเท้ารุ่นนี้จึงกลายเป็นประวัติศาสตร์ทันที ไม่เพียงแค่นั้น คนที่ดันชอบความเก่า ความเก๋า ก็ยังออกตามหารองเท้าJack Purcell ที่ผลิตในปี ค.ศ.1950 - 1959 ซึ่งในตอนนั้น ยังไม่ถูก Converse เข้ามาซื้อโมเดลรองเท้าชิ้นนี้ นั่นก็หมายความว่าตอนนั้น รองเท้า Jack Purcell ยังไม่ได้เป็น Converse รุ่น Jack Purcell แต่ก็ใช่ว่าความดังของ Jack Purcell จะหมดเพียงแค่นั้น The Beatles วงดนตรีที่อะไรดีละ โอ้ย! แทบขี้เกียจจะพูดเลยหนึ่งใน 4 คนนั้น จอร์จ แฮร์ริสัน ได้ใส่ Jack Purcell ถ่ายรูปเต็มไปหมด ที่เห็นได้เด่นชัดคงจะเป็นรูปในหน้าปกนิตยสาร Rolling Stone และต้องบอกด้วยเลยว่า อิทธิพลของ The Beatles ไม่ใช่มีแต่เรื่องของดนตรีเท่านั้นเรื่องของแฟชั่นเสื้อผ้า หรือทุกอย่างของ The Beatles ก็มีอิทธิพลรุนแรงต่อสังคมโลกเช่นกัน ตั้งแต่ยุคนั้น จนถึง ยุคนี้

จุดที่ทำให้เจ้า Jack Purcell ยังคงอยู่ได้ตลอดกาล คงหนีไม่พ้นบุคคลนี้ Kurt Cobain นักร้องนำวง Nirvana ผู้ล่วงลับ เขาทิ้งความทรงจำไว้ให้แก่คนรุ่นหลังมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแนวดนตรีสุดเท่ การแต่งตัวสุดเซอร์ แทนความดิบๆ ที่มีให้เห็นในวีดีโอ และภาพนิ่งของคนยุคนั้นมากมาย เขากลายเป็นไอดอลของใครหลายคน ความเป็นอิสระในดนตรี การแต่งกาย เขาทิ้งรูปถ่ายขณะที่ใส่ Jack Purcell สีดำ ไว้อีกมากมาย จนทำให้ Jack Purcell สีดำมีราคาที่สูงกว่าสีอื่นๆ และหาได้ยากกว่าสีอื่น กลายเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนที่ชอบ Jack Purcell ออกตามหามาใส่กันรุนแรงกว่าเดิม Jack Purcell ที่เป็นของวินเทจ สายการผลิตทั้งหมดต้องเป็นของต้นตำหรับเท่านั้นนะครับ ซึ่งหนีไม่พ้น ‘พี่กัน’ หรือสหรัฐอเมริกา

หลายคนสงสัยว่าทำไมต้องเป็น ‘อเมริกา’ ในเมื่อเขาย้ายฐานการผลิตไปที่ จีน เกาหลี อินโดนีเซีย เวียดนาม และญี่ปุ่นแล้ว ก็ด้วยความที่เป็นต้นตำหรับนี่แหละ วัสดุที่ใช้ในสมัยก่อนยังเป็นวัสดุที่บริษัทไม่ได้คิดว่าจะต้องลดต้นทุน บริษัททั้งหลายในสมัยก่อนเลยคิดว่าจะต้องทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้ออกมามีความคงทน แข็งแรง และใช้ได้นาน แต่เมื่อเศรษฐกิจเปลี่ยนไป บริษัทเหล่านี้มีความคิดเปลี่ยนไป คิดแต่ว่าจะทำอย่างไรให้ได้กำไรมากที่สุด หากรองเท้าพังไวจะได้ซื้อคู่ใหม่ ของวินเทจที่เก็บมาไม่ต่ำกว่า 20 ปี จึงมีราคาที่สูงขึ้น ราคาแพงขึ้น แต่มันก็ยังสามารถใช้งานได้นาน และมันก็ยังเป็นสิ่งของตำนานที่น่าสะสมด้วยรูปแบบ ทรงของรองเท้าที่เกิดจากการทำมือ และคุณค่าทางจิตใจ